วันอังคารที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2559

ตาลยอดด้วน



ตาลยอดด้วน
ต่อให้รดน้ำใส่ปุ๋ยดูแลอย่างดีเพียงใด
ตาลก็ไม่สามารถเจริญเติบโตออกดอกออกผลได้
คนไม่ดี ทำเรื่องไม่ดี
ต่อให้เอาสีใหนมาฉาบ เนื้อแท้ย่อมไม่ดี วันยังค่ำ
คนที่อยู่รอบข้าง
แม้จะหาไม้ค้ำไม้ชู สวยงาม แข็งแรงเพียงใด
ตาลต้นตายก็ไม่มีวันงอกเงยขึ้นมาใหม่ได้
รู้จักธรรมแต่ไม่รู้จักปฏิบัติธรรม
ไม่มีทางที่จะหลุดพ้น.

ใช้เครื่องมือพังๆ งานที่ได้ก็งานห่วยๆ


ในงานการช่างนั้น
ไม่มีช่างที่ใหนใช้ไม้บรรทัดผุๆพังๆ หรือเครื่องมือช่างที่ชำรุด 
ไปใช้งานหรอก
ถึงจะใช้ได้ แต่คุณภาพมันย่อมไม่มีความเที่ยงแท้แน่นอน
ผลงานที่ได้ก็เป็นผลงานที่ไม่มีคุณภาพ ไม่น่าเชื่อถือ
คนเราก็เช่นกัน
หากตนเองยังไม่มีความดีพอ ก็ไม่ควรใช้ตนเองเป็นบรรทัดฐาน
เที่ยวไปประเมินวัดคุณค่าของคนอื่น
เดี๋ยวจะกลายเป็น ว่าแต่เขาอิเหนาเป็นเอง
ในทางธรรมนั้น...
เขาให้พิจารณาแต่ตน
ดีก็ส่วนของเขา ไม่ดีก็เป็นเรื่องของเขา
กรรมของใครก็เป็นของใคร
ผู้ที่มีคุณธรรมประจำใจ จะทราบดี
ส่วนผู้ที่ไร้ธรรม ก็เที่ยวเสาะแสวงหากรรมมาใส่ตัว โดยไม่รู้ตัว.

วันอาทิตย์ที่ 11 ตุลาคม พ.ศ. 2558

ธรรมะก่อนวันพระ


ชีวิตที่รู้จักการปล่อยวาง คือชีวิตที่ห่างไกลจากทุกข์
ธรรมะนั้นปฏิบัติที่ไหนก็ได้ เวลาใดก็ได้  และใคร ๆ ก็ปฏิบัติได้ 
ปฏิบัติเมื่อไหร่ ที่ไหน? ทุกข์ก็ไม่เกิดเมื่อนั้น ที่นั่น !
เพราะที่จริงธรรมะปฏิบัติที่ใจ ไม่ใช่สถานที่ สถานที่เป็นเพียงปัจจัยเอื้อเท่านั้นเอง
หน้าที่ของเรานั้น ทำเหตุให้ดีที่สุดเท่านั้น ส่วนผลที่จะได้รับเป็นเรื่องของผล
หากเหตุดี ผลก็ย่อมดี เหตุไม่ดี ผลก็ย่อมไม่ดี เป็นเรื่องปกติธรรมดา
ที่สำคัญที่สุดคือการไม่รู้หน้าที่นั่นแหละที่ทำให้เราเสื่อม 

***********
ขอเพียงมี "สติ" ... อยู่ตลอดเวลา
พิจารณาถึงการเกิด แก่ เจ็บ ตาย เวียนว่าย อสุภะ กัมมัฏฐาน วิปัสสนาญาณ
พิจารณาถึงโลกธรรม การได้ การเสีย การพลัดพราก
เมื่อมีอะไรเกิดขึ้นก็รู้เท่าทันในสิ่งนั้น รู้เท่าทันสุข รู้เท่าทันทุกข์ ว่ามีเกิดมีดับเป็นของธรรมดา
*******************
สุขที่เกิดจากการปรุงแต่ง ไม่สุขแท้เท่ากับความสุขที่เกิดจากปัญญา
        เพราะความสุขที่เกิดจากสิ่งที่ปรุงแต่งมันไม่จีรังยั่งยืน มันไม่ถาวร และเราก็ต้องเหนื่อยกับการปรุงแต่งนั้นเรื่อยๆ อยู่ตลอดเวลา ซึ่งผิดกับความสุขที่เกิดจากปัญญา เมื่อปัญญามีขึ้นแล้ว ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับชีวิต ก็จะรู้จักวางเฉย รู้จักปล่อย ไม่เร้าหรือ ไม่เก็บมาเป็นอารมณ์ ไม่พยายามผลักไส ปล่อยมันไว้อย่างนั้น ให้มันย่อยสลายไปเอง ไม่ยึดสุข ไม่หนีทุกข์ สบายๆ
        ฉะนั้น "ผู้มีสติ"  จึงเท่ากับได้ฟังธรรมะของพระพุทธเจ้าอยู่ตลอดเวลา...ไม่ว่าจะยืน เดิน นั่ง นอน มันมีอยู่ทุกเวลา เพราะอะไร ? เพราะเรามีความรู้อยู่ ในเวลานี้ เราจึงมีชีวิตอยู่กลางธรรมะ จะเดินไปข้างหน้า...ก็เจอธรรมะ จะถอยไปข้างหลัง...ก็เจอธรรมะ หันซ้ายแลขวาก็เป็นธรรมะ เพราะธรรมะเป็นเรื่องธรรมชาติ เป็นเรื่องปกติ เป็นเรื่องธรรมดา จึงขอให้มี "สติ" ถ้ามีสติแล้ว มันจะเห็นกำลังใจของตน เห็นจิตของตน  ความรู้สึกนึกคิดของตัวเองเป็นอย่างไร ก็ต้องรู้  รู้ถึงที่แล้ว ก็รู้แจ้งแทงตลอด...เมื่อมันรอบรู้อยู่เช่นนี้ การประพฤติปฏิบัติ มันก็ถูกต้องดีงาม
************
จงระวัง
ระวังความคิด ของเรา เพราะความคิดของเราจะกลายเป็นความประพฤติของเรา
จงระวังความประพฤติ ของเรา เพราะความประพฤติของเราจะกลายเป็นความเคยชินของเรา
จงระวังความเคยชิน ของเรา เพราะความเคยชินของเราจะกลายเป็นอุปนิสัยของเรา
จงระวังอุปนิสัย ของเรา เพราะอุปนิสัยของเราจะกำหนดชะตากรรมของเราชั่วชีวิต
*************
ไม่ฉลาดรักษาใจ จึงกวัดแกว่งไปตามอารมณ์
        เปรียบน้ำที่สะอาด มันจะมีความใสที่สะอาดปกติดี ถ้าหากเราเอาสีอะไรใส่เข้าไป น้ำก็จะกลายเป็นสีนั้น
        จิตใจเรานี้เช่นกัน  เมื่อมันถูกอารมณ์ที่ชอบใจ ใจมันก็สบาย ถูกอารมณ์ที่ไม่ชอบใจ ใจมันก็ไม่สบาย มันเป็นไปตามเหตุปัจจัยที่เข้ามาปรุงแต่ง
*****************

พูดดีเข้าใจง่าย พูดร้ายเข้าใจยาก
        คนเรามันชอบฟังแต่เรื่องดี ๆ ทั้งนั้นละ แต่ดีอย่างเดียวนั้นไม่พอ ต้องให้ถูกเวลา ถูกสถานที่ ถูกกาลเทศะ มันจึงจะได้ผล อย่างเวลาจะสอนคน หากไปสอนตอนที่ทะเลาะกัน จ้างก็ไม่ฟัง บัวใต้น้ำ ย่อมไม่รู้จักคุณค่าของแสงตะวัน อาหารที่มันอร่อย ยังไงก็ต้องเอาเข้าทางปาก ถึงจะเกิดประโยชน์ หากเอาเข้าทางอื่น มันก็จะให้โทษ 
****************
หยุดชั่ว มันก็ดี
        คนไม่ดีก็อยากจะเอาบุญนะ อยากได้บุญ  แต่...ผ้ายังสกปรกอยู่ ยังไม่ได้ทำความสะอาด จะย้อมสี ย้อมยังไงมันก็ไม่สวย เพราะผ้ามันไม่สะอาด สีมันก็เลยไปติดแบบกระดำกระด่าง  ดังนั้น การไม่กระทำบาปนั้น...มันเลิศที่สุด "การทำบุญ" โจรมันก็ทำได้ แต่มันเป็น..."ปลายเหตุ"  "การไม่กระทำบาป" ทั้งหลายทั้งปวงนั้นนะ เป็น..."ต้นเหตุ"
***************

        ฟังธรรมศึกษาธรรมในคัมภีร์แล้วไม่นำมา ปฏิบัติ ก็เหมือนกับถือข้าวถือแกงไว้เท่านั้นยังไม่ได้กิน ยังไม่ได้ลิ้มรสก็ไม่เกิดประโยชน์อะไร ถือไว้ก็หนักเปล่าๆ
        และ การปล่อยวางไม่ใช่การอยู่เฉยๆ , ปล่อยทุกอย่างรอบๆตัวไปตามยถากรรม โดยไม่แคร์ไม่สน ไม่ทำอะไร แต่...การปล่อยวางคือการทำให้ดีที่สุด บนพื้นฐานที่ไร้กิเลสไม่ทำเพื่อตนเอง แล้วอะไรจะเกิดมันก็เกิดไปตามนั้นถือว่าทำดีที่สุดแล้ว
การปล่อยวาง
        คนที่ยังมืดอยู่ก็ไม่รู้ไม่เข้าใจหรอก ก็จะหลับหูหลับตาแบกสิ่งใดสิ่งหนึ่ง หรืออะไรมากมายนั้นยังไม่ยอมปล่อย ความยึดมั่นถือมั่นในตัวของเราก็เหมือนสิ่งที่เราแบกอยู่นั้น หากไม่คิดปล่อย มันก็แบกอยู่อย่างนั้น หนักอยู่อย่างนั้น ไปตลอดชีวิต
การฝึกใจต้องไม่ยึดมั่นถือมั่น
        ในการฝึกใจให้ปล่อยวางนี้ เราต้องไม่ยึดมั่นถือมั่น ทั้งสรรเสริญ ทั้งนินทา ความต้องการแต่สรรเสริญ และไม่ต้องการนินทานั้น เป็นวิถีทางของโลก แต่แนวทางของพระพุทธเจ้าให้รับสรรเสริญ และก็ให้รับนินทาตามเหตุตามปัจจัยของมัน
        ใช้ปัญญาเรียนรู้จักใจ ใช้ความฉลาดรักษาใจไว้ แล้วเราก็จะเป็นคนฉลาดที่รู้จักฝึกใจ เมื่อฝึกบ่อยๆมันก็จะสามารถกำจัดทุกข์ได้ ความทุกข์เกิดขึ้นที่ใจนี่เอง มันทำให้ใจสับสน มืดมัว มันเกิดขึ้นที่นี่ มันก็ตายที่นี่
-------------------------------------------------------------------------------
หลวงพ่อชา ชี้ว่า ..
        อารมณ์ทั้งหลายอุปมาอุปมัย เหมือนกันกับงูเห่าที่มีพิษร้าย ถ้าไม่มีอะไรมาขวาง มันก็เลื้อยไปตามธรรมชาติของมัน แม้พิษของมันจะมีอยู่ มันก็ไม่แสดงออก ไม่ได้ทำอันตรายเรา เพราะเราไม่ได้เข้าไปใกล้มัน งูเห่าก็เป็นไปตามเรื่องของงูเห่า มันก็อยู่อย่างนั้น
        ดังนี้ ถ้าหากเป็นคนที่ฉลาดแล้ว ก็จะปล่อยหมดสิ่งที่ดีก็ปล่อยมันไป สิ่งที่ชั่วก็ปล่อยมันไป สิ่งที่ชอบใจก็ปล่อยมันไป สิ่งที่ไม่ชอบก็ปล่อยมันไป เหมือนอย่างเราปล่อยงูเห่าตัวที่มีพิษร้ายนั้น ปล่อยให้มันเลื้อยของมันไป มันก็เลื้อยไปทั้งพิษที่มีอยู่ในตัวมันนั่นเอง
*******************
        เกิดมาพร้อมกัน กินด้วยกัน นอนด้วยกัน ทำทุกอย่างด้วยกัน แต่ไม่เห็นกัน มันเป็นซะอย่างนั้น พอเห็นคนตาย เห็นอสุภะเน่าเหม็น ก็เกลียดก็กลัว ทั้งๆที่ไอ้สิ่งที่เกลียดที่กลัวมันก็อยู่ในตัวของเรานี่เอง โครงกระดูกก็อยู่ในตัวเรา น้ำเลือดน้ำหนอง ก็อยู่ในตัวเรา ทำไมไม่เกลียดไม่กลัวของๆตัวเอง ไปเกลียดไปกลัวของๆคนอื่นทำไม?
********************
        กัมมัฏฐานเบื้องต้น จึงให้พิจารณาเกศา โลมา นะขา ทันตา ตะโจ คือสิ่งที่มันอยู่กับเรานี่แหละ ไม่ใช่ไปพิจารณาคนอื่น ร่างกายหรือสิ่งที่เกิดกับคนอื่น แม้กระทั่งความดีความไม่ดีของคนอื่น  คือ พิจารณาแบบ โยนิโสมนสิการ พิจารณาโดยแยบคาย คือ พิจารณาเพื่อเข้าถึงความจริง โดยสืบค้นหาเหตุผลไปตามลำดับแห่งเหตุปัจจัย หรือตริตรองให้รู้จักสิ่งที่ดีที่ชั่ว ยังกุศลธรรมให้เกิดขึ้นโดยอุบายที่ชอบ รู้ถึงเหตุให้เกิดอวิชชาและตัณหา, ความรู้จักคิด, คิดแบบถูกวิธี ต้องน้อมกลับมาพิจารณาตัวเอง ปัญญามันจึงจะเกิด การพิจารณาคนอื่นมันมีแต่เพิ่มโลภะ โทสะ โมหะ ขึ้นกับใจตนเอง  ถ้าเราไปเพ่งเล็งคนอื่นว่า คนนั้นชั่วคนนี้ดี แสดงว่าเราเลวมาก เราควรจะดูใจของเราต่างหากว่า เรามันดี หรือ เรามันเลว ถ้าเราดีเสียอย่างเดียว ใครเขาจะเลวร้อยแปดพันเก้า ก็เรื่องของเขา การพิจารณาก็เพื่อให้ใจตนเองสะอาดหมดจด ตัดนิวรณ์ให้มันหมดจนไม่มีเหลือ หลังจากนั้นจึงมากำหนดลมหายใจเข้าออก  กำหนดรู้อิริยาบถน้อยใหญ่ พิจารณาอาการ 32 ในตน ว่าเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และไม่ใช่ตัวตน ถ้าจะพิจารณาให้เห็นอาการเหล่านี้เป็นของปฏิกูลล้วนแต่ไม่สะอาด ก็เป็นการเจริญสมถกัมมัฏฐาน แล้วค่อยกำหนดรู้ถึงอสุภะ ความไม่สวยไม่งามทั้งหลายทั้งสิ้น
         *****************

ขอเจริญพรให้ทุกท่านมีสติถึงพร้อมก่อนวันพระทุกท่านเทอญ.

วันจันทร์ที่ 5 ตุลาคม พ.ศ. 2558

ทำบุญกับคนอิจฉา
…………………

คนขี้อิจฉาเนี่ย เราแก้นิสัยเขาไม่ได้หรอก
เพราะไม่ว่าจะยังไง แม้แต่ลมหายใจเข้าออกของเราเขาก็อิจฉา
มาแก้ที่ตัวเรากัน
…………………
สิ่งที่คนขี้อิจฉามักกระทำก็คือ นินทา ว่าร้ายผู้อื่น
ที่มีมากกว่าตน  ดีกว่าตน สูงกว่าตน มีคนรักนับถือมากกว่าตน
เนื่องจากคนพวกนี้ ไม่มีอะไรที่ดีพอจะสู้คนอื่นได้
เรื่องเดียวที่พอจะกำจัดคนที่ตนอิจฉาได้ ก็คือการใส่ร้ายป้ายสี ปั้นน้ำเป็นตัว ใส่ความ ใส่ไฟ
………………….
เมื่อมองไปยังคุณสมบัติคนเหล่านี้
พิจารณากันอย่างถี่ถ้วน
คนพวกนี้ไม่มีต้นทุนในตนแต่ประการใดเลย
น่าเวทนา สมเพช ด้วยซ้ำ
เรียนไม่เก่ง ทำงานไม่คล่อง รู้น้อยแต่ไม่พัฒนา ขี้เกียจตัวเป็นขน ไม่รู้จักการแบ่งปันเสียสละ
มักได้ใคร่มีในสิ่งที่เกินกำลัง เกินสติปัญญา ชอบเอารัดเอาเปรียบจนไม่มีใครคบ ฯลฯ
………………….
เป็นคนขาดความสุขในชีวิตจริง
ร้อนทุรนทุรายเพราะไฟอิจฉามันคุอยู่ในอก
จึงต้องหาทางระบายออกด้วยการนินทาคนโน้น ด่าคนนี้ ใส่ไฟคนนั้น ไปเรื่อยเปื่อย
เพื่อเป็นการต่อชีวิตตนเอง ก่อนที่ธาตุไฟจะแตก จนตัวเองตายเสียก่อน
…………………
และหากคนที่โดนนินทาว่าร้ายต่างๆนานาเป็นเราล่ะ
ก็คิดเสียว่า นี่คือโอกาสในการทำบุญ ต่อชีวิต ต่อลมหายใจเพื่อนมนุษย์ เวียนว่ายตายเกิด
ให้เขาได้มีโอกาสมีชีวิตอยู่ต่อ เพื่อประกอบกรรมชั่วต่อไป
เพราะบางที การได้เอ่ยถึงเรานี่แหละที่เป็นสิ่งเดียวที่ทำให้เขามีความสุข
เพราะบางที คนที่สันดานชั่ว หากไม่ได้ทำชั่ว
ก็แสดงว่าเกิดมาไม่ประสบความสำเร็จในชีวิตได้เหมือนกัน
…………………
อย่าถือสาหาความคนพรรค์นี้เลย
มาทำบุญให้จิตใจเราเบาขึ้นดีกว่
อุทิศชื่อ หรือเรื่องราว ( เก๊ ๆ ) ของเราให้เขาได้ปั้นแต่ง เติมเต็มสิ่งที่ขาดหายไปของใจเขา
ได้มีชีวิตชีวา ในมโนที่เขาสร้างขึ้น
สำหรับเรา...แค่
“ ไม่เก็บมาคิด จิตก็โล่งแล้ว. "

วันเสาร์ที่ 26 กันยายน พ.ศ. 2558

ธรรมะจากพระพุทธเจ้า...

ธรรมะจากพระพุทธเจ้า...
        พระพุทธเจ้าตรัสรู้ในกฎความจริงของโลกและชีวิต... หรือกฎของอริยสัจหรืออริยสัจ ๔ หมายถึง... พระพุทธเจ้าตรัสรู้เรื่องทุกข์กับการดับทุกข์เท่านั้น...
             อริยสัจ ๔ ประกอบด้วยความจริง ๔ อย่าง ดังนี้...
             ๑. ทุกข์     =     ทุกข์...
             ๒. สมุทัย   =     เหตุของทุกข์...
             ๓. นิโรธ    =     ความดับทุกข์...
             ๔. มรรค    =     หนทางแห่งการดับทุกข์...
              พระพุทธเจ้าทรงเป็นสัพพัญญู (ผู้รู้)... และเป็นโลกวิทูคือ ทรงรู้จริง... รู้แจ้ง... ของโลกและชีวิตทั้งโลกภายในและโลกภายนอก... หมายถึงรู้แจ้งสภาวะแห่งโลก... รวมทั้งรู้เรื่องในสังขาร... ทั้งหลายและอัธยาศัยสันดานของสัตว์โลก... จากนั้นพระพุทธเจ้าได้นำเอาคำสอน... ที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้มา...สอนคนให้มีดวงตาเห็นธรรมให้ดับทุกข์ได้... ซึ่งมีทั้งคนธรรมดาทั่วไปและมีทั้ง... เจ้าฟ้า... เจ้าแผ่นดินมากมาย...
        พระพุทธองค์สอนให้น้อมเข้ามาดูตน ให้มาพิจารณาตน แม้การบวชก็ขออย่าเพียงแต่บวชกาย ให้บวชใจด้วย การบวชใจสำคัญกว่าการบวชกาย เพราะการบวชกายบั้น เพียงแค่เปลี่ยนเครื่องแบบที่สวมใส่ ก็ได้ชื่อว่าบวช แต่การบวชใจนั้น ต้องมีการศึกษา ปฏิบัติ และสุดท้ายก็คือการเผยแผ่พระธรรมคำสอนที่เรารู้เราเข้าใจ ให้กับผู้อื่นต่อไป
        การบวชใจจึงไม่จำเป็นต้องบวชกายเท่านั้นจึงจะได้ชื่อว่าบวช ใครๆก็บวชได้ บวชด้วยการประพฤติสัมมาปฏิบัติ บวชด้วยการรักษาศีล เข้าใจในธรรม เพราะคำว่าบวชหมายถึงการละ เมื่อละได้ก็บวชได้ 
        การบวชใจจึงมิได้อยู่ที่อายุ ไม่ได้อยู่ที่การศึกษา และไม่ได้อยู่ที่เพศ แต่อยู่ที่สติปัญญาและสามัญสำนึกของตน
        บางคน เน้นนะบางคน ทำดีไม่ได้ ทำได้ไม่ดี คิดดีไม่ได้ คิดได้ไม่ดี คือมันไม่ดีต่อทั้งตนเองและผู้อื่น ไม่มีประโยชน์อะไรเลย บางคนรู้เรื่องคนอื่นมากกว่ารู้เรื่องตนเองอีก หน้าที่การงานตนเองไม่รู้ต้องมีคนคอยบอกคอยสั่ง แต่หน้าที่คนอื่นดันรู้ไปหมดว่าต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้ อย่างนี้ใช่ อย่างนั้นไม่ใช่ นั่น.. รู้ดีกว่าคนที่เขาทำอีก คือไปยุ่งวุ่นวายเรื่องในความรับผิดชอบของคนอื่น วิพากษ์วิจารณ์คนอื่น โดยไม่รู้จักขอบเขตและสิทธิส่วนบุคล เมื่อไม่รู้จักก็ไม่รู้ที่จะเคารพสิทธิ์ของเขา มันน่าสงสารนะคนประเภทนี้ เพราะเขาขาดความเมตตาจากคนรอบข้างที่จะตักเตือน อบรมสั่งสอน ถึงความถูกผิดกาลเทศะ งานการของตนไม่เคยทำ วันๆได้แต่หายใจทิ้งกับนินทาคน และยุ่งเรื่องคนอื่น มันแปลกนะ รู้ไปทำให้สมองตนเองพัฒนาขึ้นมาหรือเปล่าก็ไม่ใช่ ? รู้ไปแล้วทำให้พูด เขียน อ่าน ได้หลายภาษาหรือเปล่าก็ไม่ใช่ ? แต่ก็เห็นขยันที่จะรู้เรื่องชาวบ้านเขาเหลือเกิน และที่น่าประหลาดใจมากที่สุดก็คือคนเราทุกวันนี้ ชอบมโน คือมโนเก่ง ฟุ้งซ่าน เพ้อเจ้อ คิดเองเออเอง บางคนไม่เคยได้คุยได้พูดได้เสวนา ไม่เคยคบกัน ไม่เคยกินข้าวด้วยกัน ไม่เคยนอนด้วยกัน แต่รู้ไปหมดว่าคนนั้นเป็นอย่างนั้น กินอะไร ทำอะไร นอนกับใคร ที่ไหน เมื่อไหร่ เออ...สงสัยเป็นหมัดหมาหมัดแมว เป็นตัวเรือดตัวไร มาแอบนอนซุกใต้ที่นอนหรือเปล่า ถึงได้รู้ดีขนาดนั้น ทั้งๆที่บางเรื่อง เจ้าตัวเองแท้ๆเขายังไม่รู้เลยว่าไปเผลอทำตอนไหน? อนาถใจแท้ ดีก็เรื่องของเขา ไม่ดีก็เรื่องของเขา ทำไม?ชอบเอาตนเองไปเกี่ยวข้องกับเขาให้มันหนักอกหนักใจ ก็ไม่รู้ แล้วไอ้เรื่องที่ว่ารู้นั้นที่จริงไม่รู้เลย สืบไปสืบมาหาต้นตอไม่ได้ มโนเอาทั้งนั้น
        คนประเภทนี้แหละที่ก่อสร้างบาปกรรมให้กับตนเอง ทรมานตนเอง ทำร้ายตนเอง ที่จริงน่าจะเอาเวลาเหล่านั้น ไปเรียน ไปทำงาน ไปพิจารณา เพิ่มศักยภาพของตนเองยังจะมีประโยชน์กว่า ทั้งต่อตนเองและต่อโลก จะได้ไม่เกิดมาเป็นภาระของต้นไม้ที่ผลิตออกซิเจนหล่อเลี้ยง แต่ไม่ได้ทำคุณประโยชน์ใดๆตอบแทนให้โลก
             ในสมัยของพระพุทธเจ้ามีคนได้ฟังธรรมจาก... พระพุทธเจ้า  แล้วสามารถบรรลุธรรมได้มากมาย... และมีการบรรลุธรรมกันอย่างง่ายๆ ไม่เหมือนสมัยนี้... เช่น พระพุทธเจ้าแสดงธรรมครั้งแรกหลังจากบรรลุ...เป็นพระพุทธเจ้าแล้วคือ การแสดงธรรมให้กับ... ปัญจวัคคีย์ ทั้ง ๕ คือ ธรรมจักรกับปวัตนสูตร... อันเป็นปฐมเทศนาธรรมดังนี้
             พระพุทธเจ้าทรงชี้ทางที่ผิดให้ปัญจวัคคีย์... หรือนักบวชว่าไม่ควรประพฤติปฏิบัติอยู่ ๒ ทางคือ
             ๑. การประกอบตนให้พันพัวด้วยสุขในกามคือ ความอยากในกามใคร่ และความอยากในกามวัตถุ
             ๒. การประกอบทรมานตนให้ลำบากเปล่า
             จากนั้นพระพุทธเจ้าก็แสดงธรรมที่บรรพชิตควรปฏิบัติคือ ทางสายกลาง เรียกว่า มัชฌิมาปฏิปทา หรือ อริยมรรค ประกอบด้วยด้วยมรรคมี องค์ ๘ เป็นทางที่จะนำไปสู่ปัญญา มีความรู้ยิ่งและเพื่อความดับทุกข์ ให้รู้แจ้งในอริยสัจ ๔ ประการ คือทุกข์กับการดับทุกข์
        พระพุทธเจ้าได้แสดงธรรม อนันตลักขณสูตร ให้ฟังต่อคือ ให้รู้จักขันธ์ ๕ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ว่า มันไม่ใช่ของเรา ถ้ามันเป็นของเราจริง เราก็สามารถบังคับมันได้ หรือสั่งมันได้
             แล้วพระพุทธเจ้าก็ถาม... แล้วให้ปัญจวัคคีย์ตอบว่าดังนี้...
             ขันธ์ ๕ มีรูป (ร่างกาย)... แล้วรูปเป็นของเที่ยงหรือ... ไม่เที่ยง
             ขันธ์ ๕ มีเวทนา (ความรู้สึก)... แล้วเวทนาเที่ยงหรือ... ไม่เที่ยง
             ขันธ์ ๕ มีสัญญา (ความจำ)... แล้วสัญญาเที่ยงหรือ... ไม่เที่ยง
             ขันธ์ ๕ มีสังขาร (ความคิด)... สังขารเที่ยงหรือ... ไม่เที่ยง
             ขันธ์ ๕ มีวิญญาณ (ความรู้)... วิญญาณเที่ยงหรือ... ไม่เที่ยง
             สิ่งที่ไม่เที่ยงเป็นทุกข์หรือเป็นสุข = เป็นทุกข์
             สิ่งใดที่ไม่เที่ยงมีความแปรปรวนเป็นธรรมดา ควรหรือที่จะตามยึดมั่นว่า นั้นเป็นของเรา
             การยึดมั่นถือมั่นในตัวของตัว คือขันธ์ ๕ เช่น การติดในรูป ติดในกาม ติดในรูปสมบัติ ทรัพย์สมบัติ เป็นทุกข์ทั้งปวง...
             ในตอนต้นทุกครั้งที่พระพุทธเจ้าจะสอนธรรม พระพุทธเจ้าจะสอนให้เรา รู้จักตัวเราเองก่อน ว่าตัวเราเป็นใคร ตัวเราประกอบไปด้วยอะไร พอรู้จักตัวเราแล้ว พระพุทธเจ้าจะสอนเรื่อง ทุกข์ที่เกิดขึ้นกับตัวเรา ว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร แล้วจะดับมันได้อย่างไร
             พระพุทธเจ้าแสดงธรรมว่า ธรรมทั้งปวง ไม่ควรยึดมั่น เมื่อรู้ได้ด้วยปัญญาแล้ว สุขก็ดี ทุกข์ก็ดี ไม่สุข ไม่ทุกข์ก็ดี เมื่อรู้...ย่อมพิจารณาเห็น ความไม่เที่ยง เกิดดับย่อม ปล่อยวาง ย่อมพิจารณาเห็น ความสละคืน คือไม่ยึดมั่น ถือมั่น ย่อมพิจารณาเห็นความดับของทุกข์ได้
        ไม่มีใครเนรมิตความดีหรือความไม่ดีให้ใครได้หรอก ดีก็ส่วนใครส่วนมัน ไม่ดีก็ส่วนใครส่วนมัน กมฺมุนา วตฺตตี โลโก สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม สัตว์โลกทุกชนิดมีกรรมเป็นของตน ไม่ต้องไปห่วงว่าเขาจะดีกว่าตนหรือเด่นกว่าตน ทุกคนมีกรรมเป็นของๆตัวอยู่แล้ว คนฉลาดหรือโง่ เขาดูกันที่การเติมเสริมแต่งอะไรให้ชีวิต ดูว่าหาอะไรใส่ให้ตนเอง วิชาความรู้หรือกิเลสตัณหา คนที่เป็นทุกข์เพราะอิจฉาริษยาคนอื่น ก็เพราะยึดมั่นถือมั่น ในสิ่งที่มันเป็นโลกธรรม ขาดคุณของธรรมะมาประดับจิตใจตน หรือให้เป็นเครื่องนำทางชีวิต หรือช่วยยกระดับจิตใจให้มันสูงขึ้นจากเดิม นั่นก็เพราะขาดสติรอบรู้และขาดปัญญา โดยเฉพาะขาดหลักธรรมชั้นสูง
 " พรหมวิหาร 4 "
1.เมตตา รู้สึกสงสารผู้อื่น เอ็นดูผู้อื่นอยู่เสมอ แม้ใครจะด่าจะว่า หรือใครจะมาทำร้าย ก็ยังนึกเอ็นดูสงสารในคนเหล่านั้น หากมีศัตรู ก็คิดกับศัตรูดั่งมนุษย์ที่น่าสงสารคนหนึ่งที่ยังเวียนว่ายตายเกิดหาที่สุดไม่ได้ มองศัตรูด้วยสายตาที่เอ็นดูดั่งสายตาของมารดาแลดูบุตร สิ่งนี้จะทำให้ท่านมีแววตาเป็นประกายดั่งแก้วใส และมีพลังทำให้คนที่คิดร้ายหรือศัตรูต่างๆเปลี่ยนใจมาคิดดีต่อเรา ไปที่ไหนคนก็รักใคร่ อยากใกล้ชิด มีคนรักมากกว่าคนเกลียด แม้ว่าจะเพิ่งรู้จักกันก็ตาม คนที่มีเมตตาต่อผู้อื่นสังเกตได้ไม่ยากจากคนรอบข้างของเขา จากมิตรของเขา คนประเภทนี้จะพวกเยอะ ส่วนมากก็เป็นมิตรมีคุณภาพ จริงใจ เป็นกัลยาณมิตรต่อกันและกัน ทำอะไรก็สำเร็จเพราะได้รับการสนับสนุนจุนเจือจากสังคมรอบข้าง เพราะกระแสพลังของความเมตตา มีพลังมากที่สุดในโลกใบนี้ เมตตาธรรม ค้ำจุนโลก
2.กรุณา ยื่นมือช่วยเหลือผู้ประสบทุกข์ ช่วยเหลือแม้กระทั่งศัตรู ช่วยแม้กระทั่งไม่ทำให้ศัตรูโกรธเรา ช่วยไม่ให้เค้าเผลอก่อกรรมกับเรา เค้าด่ามาก็ไม่ด่าตอบ เพื่อช่วยให้เค้าไม่มีเวรกับเรา ไม่ใช่เขาได้ดีก็อิจฉา พอเขาล้มมาก็ซ้ำเติม อย่างนี้ใครเขาอยากจะคบหา พระพุทธองค์สอนให้ทำทาน เพื่อลดความตระหนี่ในตัว และเผื่อแผ่ช่วยเหลือกันและกัน เป็นการทำบุญซึ่งถือว่าเป็นอริยทรัพย์ตามติดไปภพหน้าได้ทุกภพ ผู้ที่มีความกรุณาจะดูมีสง่าราศี แม้แต่หมายังไม่กล้ากัด คนเจอหน้าก็รักใคร่ ไปที่ไหนคนก็อยากเสวนาด้วย ไม่ใช่แบบตรงกันข้ามคือวันๆไม่มีใครอยากคุยด้วยหากไม่จำเป็น ปีหนึ่งๆผ่านไปหาใครคบเพิ่มเติมแม้คนเดียวก็ไม่ได้ ไอ้ที่มีอยู่ก็ผละออกไปทีละคนจนต้องอยู่เดียวดายในโลกนี้ สุดท้ายก็เป็นบ้า
3.มุทิตา ยินดีในสิ่งที่ผู้อื่นมี ยินดีในสิ่งที่ผู้อื่นเป็น ใครจะได้ดีกว่าเราก็ยินดีกับเค้า เค้าทำความดีเราก็อนุโมทนา ไม่อิจฉาริษยา ไม่ไปนินทาให้ร้ายเค้า ไม่หมั่นไส้หรือน้อยเนื้อต่ำใจใดๆ ส่วนใครด่าว่าเราก็ยินดีในเสียงที่ด่าเข้ามา เสียงนินทาเราก็ยินดีที่เค้าได้นินทาเราไป เพราะแสดงว่าเราได้เคยทำกรรมกับเขามาก่อน เราจึงต้องมาโดนด่าในวันนี้ ส่วนที่เราต้องยินดี นั่นก็เพราะว่าเราได้มีโอกาสได้ชดใช้กรรมแล้ว เป็นเรื่องน่ายินดีอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสชดใช้กรรมให้หมดไปโดยไม่เกิดการจองเวรกัน และได้บุญเพิ่มขึ้นอีกอย่างหนึ่ง คือ อภัยทาน
      นี่เป็นการทำให้เรายินดีน้อมรับแม้แต่คำด่าคำติฉินนินทา ยินดีที่ผู้อื่นดีกว่าเรา ยินดีที่เราไม่มีวันจะเก่งเหมือนใคร พอใจที่เกิดมาแบบนี้ แล้วท่านจะมีเสน่ห์มาก จะมีความมั่นใจในตัวเอง และสีหน้าสว่างไสว ความหมองจะไม่มี
4.อุเบกขา การวางเฉย ระลึกเสมอว่า ไม่มีอะไรเป็นตัวเป็นตนอย่างแท้จริง เขาก็มีสิทธิ์ที่จะเลวหรือดี เขาก็ยังเวียนว่ายตายเกิดเหมือนเรา เขาทำอะไรมา ท่านก็วางเฉย อย่าไปเอามาเก็บจนปั่นป่วนใจ มีใจเป็นกลาง ใครมาพูดอะไรกระทบใจ ก็ทำใจเฉยๆไว้ เหมือนสายลมโชยที่พัดคลอใบหู ไม่มีแก่นสารใดๆให้มาทำร้ายใจเราได้ ใครทำอะไรมาก็วางเฉย เพราะเชื่อในกรรมว่า กรรมจะจัดสรรผลกรรมได้ยุติธรรมที่สุด ความทุกข์ที่แท้จริงคือทุกข์ที่ต้องเวียนว่ายตายเกิดไม่รู้จักจบสิ้น
     ดังนั้นวางเฉยซะ ความทุกข์เล็กๆน้อยๆจะทำอะไรเราไม่ได้เลย มองความทุกข์พวกนั้น ให้เล็กน้อยเหมือนสายลมโชยผ่านสลายไป เรื่องที่ต้องทำคือเรื่องตัวเอง ว่าทำยังไง ไม่ต้องกลับมาเวียนว่ายตายเกิดอีก ไม่ต้องไปยุ่งเรื่องคนอื่นไม่ต้องไปแก้นิสัยใคร ไม่ต้องไปเก็บคำพูดหรือการกระทำคนอื่นมาจ้องจับผิดหรือตีโพยตีพาย หรือเอามาใส่ใจจนเจ็บข้ามวันข้ามคืน แล้วท่านจะมีเสน่ห์มาก ใครเห็นใครรัก เวลาดวงตกก็จะไม่หนักเหมือนคนอื่น นี่คือพลังของอุเบกขา
แผ่เมตตา พรหมวิหาร 4 - สุขเพื่อผู้อื่น บุญกุศลและสติปัญญาต่อตัวเอง

แผ่เมตตา- ได้บุญได้กุศล โดยไม่ต้องเสียเงิน
        การแผ่เมตตาพรหมวิหาร 4 หนึ่งในหลักธรรมนำใจใกล้ตัว ที่ช่วยให้ดำรงชีวิตได้อย่างประเสริฐ เพื่อประโยชน์และความสุขต่อผู้อื่น โดยที่ตัวเราก็จะได้บุญกุศล และสติปัญญาเป็นการตอบแทน สามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้จริง ๆ ได้แก่ เมตตา กรุณา มุติทา อุเบกขา
         ในวันหนึ่ง เราสามารถแผ่เมตตาได้ไม่จำกัดจำนวนครั้ง ไม่จำเป็นว่าหลังสวดมนต์เท่านั้น เรียกว่า เป็นหนึ่งในวิธีที่ได้บุญแบบไม่เสียเงิน และช่วยให้ทำให้ใจเป็นกุศลได้ แม้ต้องอยู่ท่ามกลางเหตุการณ์รุนแรง หรือคนรอบข้างที่ทำให้ขุ่นใจ 
แผ่เมตตาแบบมีสติปัญญากำกับ
       ควรแผ่เมตตาแบบมีสติ ปัญญากำกับ มิฉะนั้นจะพลิกผันกลายเป็นราคะไปได้ ดังเช่น พระหลายรูปที่ขาดสติกำกับความเมตตา จนต้องลาสิกขาเพื่อแต่งงานดำเนินชีวิตแบบฆราวาสดังคำกล่าวของพระสารีบุตรทีว่า ข้าศึกใกล้ของ เมตตา คือ ราคะ
ลำดับการแผ่เมตตา
บุคคลที่ควรแผ่เมตตาให้เป็นอันดับแรก
        บุคคลที่ควรแผ่เมตตาให้ก่อนคือ ตนเอง เพื่อจะได้ถือตนเป็นพยานว่า เรารักสุขเกลียดทุกข์ฉันใด คนอื่นสัตว์อื่นก็ฉันนั้น ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า
 “มองดูไปทั่วทิศแล้ว พิจารณาไม่เห็นใครอื่นอันจะเป็นที่รักยิ่งไปกว่าตน  คนอื่น สัตว์อื่นก็ย่อมรักตนเองมากเหมือนกัน เพราะฉะนั้น ผู้รักตนจึงไม่ควรเบียดเบียนผู้อื่น
       เมื่อทำตนให้เป็นพยานดังนี้แล้ว การที่จะแผ่เมตตาไปยังผู้อื่นก็จะสะดวกขึ้นมากหลังจากแผ่เมตตาให้แก่ตนแล้ว ก็พึงลำดับการแผ่เมตตาไปยังบุคคลต่อไปนี้
        1. บุคคลอันเป็นที่รัก  2. บุคคลอันเป็นที่รักยิ่ง  3. บุคคลที่ไม่รัก ไม่ชัง  4. บุคคลที่เป็นศัตรูกัน


ความหมายของพรหมวิหาร 4
 พรหมวิหาร แปลว่า ธรรมของพรหมหรือของท่านผู้เป็นใหญ่ ได้แก่
 1) เมตตา ความปรารถนาให้ผู้อื่นได้รับสุข
ความสุขเป็นสิ่งที่ทุกคนปรารถนา ความสุขเกิดขึ้นได้ทั้งกายและใจ เช่น ความสุขเกิดการมีทรัพย์ ความสุขเกิดจากการใช้จ่ายทรัพย์เพื่อการบริโภค ความสุขเกิดจากการไม่เป็นหนี้ เป็นต้น
 2) กรุณา ความปรารถนาให้ผู้อื่นพ้นทุกข์
ความทุกข์ คือ สิ่งที่เข้ามาเบียดเบียนให้เกิดความไม่สบายกายไม่สบายใจ และเกิดขึ้นจากปัจจัยหลายประการด้วยกัน พระพุทธองค์ทรงสรุปไว้ว่าความทุกข์มี 2 กลุ่มใหญ่ๆ ดังนี้
        - ทุกข์โดยสภาวะ หรือเกิดจากเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติของร่างกาย เช่น การเกิด การเจ็บไข้ ความแก่และความตาย สิ่งมีชีวิตทั้งหลายที่เกิดมาในโลกจะต้องประสบกับการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งรวมเรียกว่า กายิกทุกข์
       - ทุกข์จรหรือทุกข์ทางใจ อันเป็นความทุกข์ที่เกิดจากสาเหตุที่อยู่นอกตัวเรา เช่น เมื่อปรารถนาแล้วไม่สมหวังก็เป็นทุกข์ การประสบกับสิ่งอันไม่เป็นที่รักก็เป็นทุกข์การพลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รัก ก็เป็นทุกข์ รวมเรียกว่า เจตสิกทุกข์
 3) มุทิตา ความยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดี
        คำว่า ดีในที่นี้ หมายถึง การมีความสุขหรือมีความเจริญก้าวหน้า ความยินดีเมื่อผู้อื่นได้ดีจึงหมายถึง ความปรารถนาให้ผู้อื่นมีความสุขความเจริญก้าวหน้ายิ่งๆขึ้น
       ไม่มีจิตใจริษยา ความริษยา คือ ความไม่สบายใจ ความโกรธ ความฟุ้งซ่านซึ่งมักเกิดขึ้นเมื่อเห็นผู้อื่นได้ดีกว่าตน  หากหมั่นฝึกหัดตนให้เป็นคนที่มีมุทิตาจะสร้างไมตรีและผูกมิตรกับผู้อื่นได้ง่ายและลึกซึ้ง
 4) อุเบกขา การรู้จักวางเฉย
        หมายถึง การวางใจเป็นกลางเพราะพิจารณาเห็นว่า ใครทำดีย่อมได้ดี ใครทำชั่วย่อมได้ชั่ว ตามกฎแห่งกรรม
        คือ ใครทำสิ่งใดไว้สิ่งนั้นย่อมตอบสนองคืนบุคคลผู้กระทำ เมื่อเราเห็นใครได้รับผลกรรมในทางที่เป็นโทษเราก็ไม่ควรดีใจหรือคิดซ้ำเติมเขาในเรื่องที่เกิดขึ้น เราควรมีความปรารถนาดี คือพยายามช่วยเหลือผู้อื่นให้พ้นจากความทุกข์ในลักษณะที่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรม
พรหมวิหาร 4 เกื้อกูลทั้งต่อตนเอง และผู้อื่น
           จะเห็นได้ว่า 3 ข้อแรก คือ เมตตา กรุณา มุทิตา เป็นการสร้าง "เหตุ" อันเป็นกุศล
            ส่วนข้อที่ 4 อุเบกขา เป็นการปล่อยวางใน "ผล"
            เป็นการเข้าใจและวางใจไว้ตามความเป็นจริงของเหตุปัจจัยที่ส่งให้เกิดผล
เหตุที่ปล่อยวางใน ผลเพราะ
....ผลเกิดจากเหตุ ไม่ได้เกิดจากเรา....
....จึงปล่อยให้เหตุเขาทำหน้าที่ของเขาไป....
....เราได้สร้างเหตุอันเป็นกุศลอย่างดีที่สุดแล้ว ก็หมดเรื่องของเรา....
....ถึงเราอยากจะให้ผลเป็นอย่างไร ผลเขาก็ไม่ได้สนใจเชื่อฟังเราอยู่แล้ว....
....เราได้สร้างเหตุที่เป็นกุศลแล้ว ใจเราก็เป็นกุศลเรียบร้อยแล้ว....
....ใจเราก็ไม่ถูกกระแสของความดีใจ-เสียใจครอบงำได้....
....มันก็มีแต่ความ"พอ"อยู่ในหัวใจของเราเท่านั้นเอง....
อานิสงส์ที่ได้  - ความสุขต่อผู้อื่น บุญกุศลและสติปัญญาต่อตนเอง 
พรหมวิหาร4 จึงเป็นธรรมที่เกื้อกูลกระจายออกทั่วไปหมดเพื่อประโยชน์และความสุขต่อผู้อื่น โดยที่เราก็จะได้บุญกุศลและสติปัญญาเป็นการตอบแทน
ยิ่งถ้าเราบำเพ็ญพรหมวิหาร4 กับตัวเราเอง กล่าวคือ ละชั่ว ทำดี ทำใจให้ถูกต้องสอดคล้องกับความเป็นจริง (ของเหตุและผล) ใจก็จะเบาสบายผ่องใส ก็ยิ่งได้อานิสงค์มากขึ้นไปอีก
กุศลหลายระดับตามกำลังปัญญา
         แม้จะเป็นกุศลจิตเมตตาเพียงเล็กน้อย  ก็ให้ผลให้อานิสงค์มากมายอย่างอัศจรรย์ทีเดียว  ยิ่งหากเป็นกุศลจิตที่เป็นเมตตาที่อบรมบ่อยๆ อย่างมีสติปัญญากำกับ จนตั้งมั่นอย่างมากถึงระดับ อัปนาสมาธิ(ณาณ) จะมีกำลังจนสามารถแผ่ไปได้กับสัตว์ทุกหมู่เหล่า เพราะมีกำลังมาก  
           ซึ่งอานิสงส์ นอกจากความเป็นมนุษย์ผู้ประเสริฐแล้ว ยังมีอานิสงส์ความสุขแก่ผู้ปฏิบัติด้านอื่น ๆ มากมาย ดังนี้
-- สุขัง สุปฏิ นอนหลับเป็นสุข เหมือนนอนหลับในสมาบัติ
-- ตื่นขึ้นมีความสุข ไม่มีความขุ่นมัวในใจ
-- นอนฝัน ก็ฝันเป็นมงคล
-- เป็นที่รักของมนุษย์ เทวดา พรหม และภูติผีทั้งหลาย
-- เทวดา พรหม จะรักษาให้ปลอดภัยจากอันตรายทั้งปวง
-- จะไม่มีอันตรายจากเพลิง สรรพาวุธ และยาพิษ
-- จิตจะตั้งมั่นในอารมณ์สมาธิเป็นปกติ สมาธิที่ได้ไว้แล้วจะไม่เสื่อม มีแต่จะเจริญยิ่งขึ้น
-- มีดวงหน้าผุดผ่องเป็นปกติ
-- เมื่อจะตาย จะมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์
-- ถ้ามิได้บรรลุมรรคผลในชาตินี้ ผลแห่งการเจริญพรหมวิหาร 4 นี้ จะส่งผลให้ไปเกิดในพรหมโลก
-- มีอารมณ์แจ่มใส จิตใจปลอดโปร่ง ทรงสมาบัติ วิปัสสนา และทรงศีลบริสุทธิ์
-- ที่สำคัญผู้ที่สามารถปฎิบัติตามคุณธรรม 4 ประการนี้ได้ ถือว่าเป็นบุคคลที่มีศีลย่อมบริสุทธิ์ ย่อมมีฌานสมาบัติเพราะอาศัยใจเยือกเย็น ปัญญาก็เกิด
เอวํ ก็มีด้วยประการฉะนี้

วันพุธที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

สมดุลในธรรมชาติ



ธรรมชาติมีความสมดุลในตนเอง
ทุกชีวิตต่างมีหน้าที่
อวัยวะทุกส่วนในร่างกายต่างก็มีหน้าที่...
ของใครของมัน
......................
นิ้วมือคนเราไม่เท่ากัน
แต่ทุกนิ้วก็มีหน้าที่ มีความสำคัญ
และ...หน้าที่ใครหน้าที่มัน เช่นกัน
การรู้สิทธิ์   การเคารพสิทธิ์  จึงเป็นเรื่องที่ควรตระหนัก
เพราะไม่มีใครทำหน้าที่แทนใคร
ในทุกขณะ และในทุกอย่าง ...ได้
ถึงได้ก็ไม่ดี เนื่องเพราะมี...
....ความเชี่ยวชาญและความถนัดต่างกัน
ความแตกต่างนั่นแหละที่เป็นสมดุล
................
ธรรมชาติสร้างสมดุลในทุกสรรพสิ่ง
ทุกอวัยวะของร่างกายคนเราต่างรู้หน้าที่
หัวใจไม่อาจทำหน้าที่ของปอด
ปอดไม่สามารถทำหน้าที่แทนตับ
ตับไม่สามารถทำหน้าที่แทนแขนขา
ฯลฯ
.................
เมื่อเราอยู่ในสังคม
ก็ต้องรู้จักสมดุลของสังคม
รู้จักความหลากหลาย
รู้จักหน้าที่ตน หน้าที่คนอื่น
สังคมก็จะสมบูรณ์ เหมือนร่างกายที่สมประกอบ
หากก้าวก่าย ก็เกิดความวุ่นวาย
สุดท้ายร่างกายก็พิกลพิการ
สังคมก็ทุพพลภาพ
คนปกติเท่านั้นที่ตระหนักรู้.

หนุ่ย  ปิยาจาโร