Follow by Email

วันพุธที่ 7 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

สมดุลในธรรมชาติ



ธรรมชาติมีความสมดุลในตนเอง
ทุกชีวิตต่างมีหน้าที่
อวัยวะทุกส่วนในร่างกายต่างก็มีหน้าที่...
ของใครของมัน
......................
นิ้วมือคนเราไม่เท่ากัน
แต่ทุกนิ้วก็มีหน้าที่ มีความสำคัญ
และ...หน้าที่ใครหน้าที่มัน เช่นกัน
การรู้สิทธิ์   การเคารพสิทธิ์  จึงเป็นเรื่องที่ควรตระหนัก
เพราะไม่มีใครทำหน้าที่แทนใคร
ในทุกขณะ และในทุกอย่าง ...ได้
ถึงได้ก็ไม่ดี เนื่องเพราะมี...
....ความเชี่ยวชาญและความถนัดต่างกัน
ความแตกต่างนั่นแหละที่เป็นสมดุล
................
ธรรมชาติสร้างสมดุลในทุกสรรพสิ่ง
ทุกอวัยวะของร่างกายคนเราต่างรู้หน้าที่
หัวใจไม่อาจทำหน้าที่ของปอด
ปอดไม่สามารถทำหน้าที่แทนตับ
ตับไม่สามารถทำหน้าที่แทนแขนขา
ฯลฯ
.................
เมื่อเราอยู่ในสังคม
ก็ต้องรู้จักสมดุลของสังคม
รู้จักความหลากหลาย
รู้จักหน้าที่ตน หน้าที่คนอื่น
สังคมก็จะสมบูรณ์ เหมือนร่างกายที่สมประกอบ
หากก้าวก่าย ก็เกิดความวุ่นวาย
สุดท้ายร่างกายก็พิกลพิการ
สังคมก็ทุพพลภาพ
คนปกติเท่านั้นที่ตระหนักรู้.

หนุ่ย  ปิยาจาโร


ฤา.. เลียนธรรม



เลียนธรรมกับเข้าใจในธรรม

ความลึกล้ำแตกต่างกัน

ท่องบ่นไปวันๆ

เรียนเช่นนั้นคือเลียนธรรม

น้อมตรึกพิจารณา

ตถตาเป็นประจำ

ไตรลักษณ์ควรเน้นย้ำ

โลกธรรมรู้ละวาง

จิต-นามเป็นนายขันธ์

สตินั้นต้องไม่ห่าง

ปัญญาใช้นำทาง

เห็นทุกอย่างแค่สุญโญ

พุทธะก็จิตหนึ่ง

เข้าถึงก็หายโง่

ตำรากองโตๆ

อาจแค่โชว์อัตตาตน

รู้มากฤารู้น้อย

รู้วางปล่อยไม่หมองหม่น

สุข,ทุกข์ก็ลวงคน

ใครหลุดพ้นยลนิพพาน!!

วันอังคารที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

คนที่จะเป็นใหญ่

……………..
คนที่จะเป็นใหญ่ เขาจะคิดแต่เรื่องใหญ่ๆ 
ไม่ใส่ใจเรื่องหยุมหยิมเล็กน้อยที่จะทำให้เสียเวลา พลาดโอกาส
คิดแต่เชิงบวก ไม่คิดทางลบ
ทำแต่เรื่องที่มันมีผลต่อหมู่คนมากมาย ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องหน้าแข้งหัวเข่า หรือแค่ตนเอง
และก็ลงมือทำทันที  ไม่วาดวิมานในอากาศ ไม่เสียเวลาไปกับเรื่องไร้สาระ
……………..
คนที่ไม่มีทางเติบโต
คือคนที่คิดแต่เรื่องตนเอง
เป็นคนใจแคบ อิจฉาริษยา ผู้อื่น
รอบข้างมีแต่สิ่งแย่ๆ  คนเลวๆ  ตนเองดีอยู่คนเดียว สามารถอยู่คนเดียว
คนที่มีลักษณะแบบนี้...ตายก่อนโต
เพราะไม่มีที่จะให้ยืน ไม่มีที่ให้พักพิง ไม่มีมิตรภาพคอยอุ้มชูเกื้อหนุน
คนอย่างนี้ มักเก็บตัว เดียวดาย โมโหร้าย ติดลบ
……………….
โลกไม่ได้มีเพียงเราผู้เดียวที่เป็นสิ่งมีชีวิต มีคุณค่า
ต้นไม้ใบหญ้าก็ไม่เคยเกิดมาแล้วไร้ประโยชน์
ทุกสรรพสิ่งมีราคาค่างวด
ทุกสรรพสิ่งมีคุณค่าในตัวของมันเอง
………………
ไม่เห็นค่าใคร แล้วใครจะเห็นค่า.

หนุ่ย  ปิยาจาโร

ทำบุญกับคนอิจฉา
…………………

คนขี้อิจฉาเนี่ย เราแก้นิสัยเขาไม่ได้หรอก
เพราะไม่ว่าจะยังไง แม้แต่ลมหายใจเข้าออกของเราเขาก็อิจฉา
มาแก้ที่ตัวเรากัน
…………………
สิ่งที่คนขี้อิจฉามักกระทำก็คือ นินทา ว่าร้ายผู้อื่น  
ที่...มีมากกว่าตน  ดีกว่าตน สูงกว่าตน คนรักนับถือมากกว่าตน 
เนื่องจากคนพวกนี้ ไม่มีอะไรที่ดีพอจะสู้คนอื่นได้
เรื่องเดียวที่พอจะกำจัดคนที่ตนอิจฉาได้ ก็คือการใส่ร้ายป้ายสี ปั้นน้ำเป็นตัว ใส่ความ ใส่ไฟ
………………….
เมื่อมองไปยังคุณสมบัติคนเหล่านี้
พิจารณากันอย่างถี่ถ้วน
คนพวกนี้ไม่มีต้นทุนในตนแต่ประการใดเลย
น่าเวทนา สมเพช ด้วยซ้ำ
เรียนไม่เก่ง ทำงานไม่คล่อง รู้น้อยแต่ไม่พัฒนา ขี้เกียจตัวเป็นขน ไม่รู้จักการแบ่งปันเสียสละ
มักได้ใคร่มีในสิ่งที่เกินกำลัง เกินสติปัญญา ชอบเอารัดเอาเปรียบจนไม่มีใครคบ ฯลฯ
………………….
เป็นคนขาดความสุขในชีวิตจริง
ร้อนทุรนทุรายเพราะไฟอิจฉามันคุอยู่ในอก
จึงต้องหาทางระบายออกด้วยการนินทาคนโน้น ด่าคนนี้ ใส่ไฟคนนั้น ไปเรื่อยเปื่อย
เพื่อเป็นการต่อชีวิตตนเอง ก่อนที่ธาตุไฟจะแตก จนตัวเองตายเสียก่อน
…………………
และหากคนที่โดนนินทาว่าร้ายต่างๆนานาเป็นเราล่ะ
ก็คิดเสียว่า นี่คือโอกาสในการทำบุญ ต่อชีวิต ต่อลมหายใจเพื่อนมนุษย์ เวียนว่ายตายเกิด
ให้เขาได้มีโอกาสมีชีวิตอยู่ต่อ เพื่อประกอบกรรมชั่วต่อไป
เพราะบางที การได้เอ่ยถึงเรานี่แหละที่เป็นสิ่งเดียวที่ทำให้เขามีความสุข
เพราะบางที คนที่สันดานชั่ว หากไม่ได้ทำชั่ว
ก็แสดงว่าเกิดมาไม่ประสบความสำเร็จในชีวิตได้เหมือนกัน
…………………
อย่าถือสาหาความคนพรรค์นี้เลย
มาทำบุญให้จิตใจเราเบาขึ้นดีกว่า
อุทิศชื่อ หรือเรื่องราว ( เก๊ ๆ ) ของเราให้เขาได้ปั้นแต่ง เติมเต็มสิ่งที่ขาดหายไปของใจเขา
ได้มีชีวิตชีวา ในมโนที่เขาสร้างขึ้น
สำหรับเรา...แค่
“ ไม่เก็บมาคิด จิตก็โล่งแล้ว. "

หนุ่ย  ปิยาจาโร



เทคนิคทำใจให้ผ่องใส

……………..

ใครจะนินทาว่าร้ายอะไรเรา ช่างเขาเถิด
แค่ขอให้เข้าใจธรรมชาติของคนขี้อิจฉา ก็พอ
คุณสมบัติของคนขี้อิจฉา
_  ไร้ความสามารถ ( เรามีมากกว่า ทำได้มากกว่า เขาถึงได้อิจฉา )
_  การศึกษาต่ำ ( หมายถึง การอบรมสั่งสอน จึงไม่รู้หิริโอตตัปปะ ความละอาย ความเกรงกลัวบาปกรรมใดๆ )
_  ด้อยสติปัญญา ( พิจารณาอะไรไม่ได้ แบบโง่แล้วยังไม่รู้ตนเองว่าโง่ )
_  เกียจคร้าน ( ไม่ตระหนักถึงคุณค่าของเวลา จึงล่องลอยไปวันๆ )
_  ภูมิหลังมีปัญหา ( ส่วนมากเลยสถาบันครอบครัวมีปัญหา ผ่านเรื่องราวที่เลวร้ายมา จากสติปํญญาอันน้อยนิดของตนเอง ) 
_  ป่วยทางจิต  เหล่านี้เป็นต้น

เมื่อเรารู้คุณสมบัติของคนพวกนี้ เราก็สบายใจ
เพราะด้วยสภาพความเป็นจริงอย่างนี้
บุคคลเหล่านี้จึงน่าสงสาร  มากกว่าที่จะไปโกรธตอบหรืออะไร ?
หากทำใจไม่ได้ในทุกครั้งที่ได้รู้ ได้รับทราบ 
เกี่ยวกับการนินทาว่าร้ายเราจากเขาเหล่านี้
ก็พยายามทำใจเสียใหม่ คิดเสียใจ
ให้นึกอย่างนี้ก็ได้... เสียงหมาเห่า
เวลาโดนหมามันเห่า เราสนใจไถ่ถามไหม? ว่า “ เอ็งเห่าข้าทำไม? “
“ ข้า  ทำอะไรให้เอ็ง ? “ เอ็งโกรธ เกลียด ข้าเรื่องอะไร? “
แน่นอนว่าเราไม่เคยถาม  ( หากถามเราก็บ้าดิ )
……..
คนปกติ เขารู้สิทธิ์ รู้เคารพสิทธิ์ รู้ผิด รู้ถูก รู้ว่าอะไรควรไม่ควร
รู้ว่านั่นเรื่องของเขา  รู้ว่านั่นเรื่องของเรา
แต่คนบ้า...ไม่รู้หรอก
……..
คนบ้ากับหมาบ้า  มีค่าพอๆกัน
แล้วเราจะไปสนใจทำไม?
คิดได้อย่างนี้ เพียงเท่านี้ เราก็ยิ้มได้แล้ว.  

หนุ่ย  ปิยาจาโร

วันศุกร์ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2556

คำสอนหลวงปู่มั่น


   "ของดีมีอยู่กับตัวเราทุกคน ก็พากันปฏิบัติเอา ทำเอา เมื่อเวลาตายแล้วจึงวุ่นวายหานิมนต์พระมากุสลามาติกา ไม่ใช่เกาถูกที่คัน ต้องรีบแก้เสียบัดนี้ คือเร่งทำความดีแต่บัดนี้ จะได้หายห่วง อะไร ๆ ที่เป็นสมบัติของโลก มิใช้สมบัติอันแท้จริงของเรา ตัวจริงไม่มีใครเหลียวแล สมบัติในโลกเราแสวงหามา หากทุจริตก็เป็นไฟเผา เผาตัวทำให้ฉิบหายได้จริง ๆ

ข้อนี้ขึ้นอยู่กับความฉลาดและความโง่เขลาของผู้แสวงหาแต่ละราย ท่านผู้พ้นทุกข์ไปด้วยความอุตส่าห์สร้างความดีใส่ตนจนกลายเป็นสรณะของพวกเรา ท่านไม่เคยมีสมบัติเงินทองเครื่องหวงแหน เป็นคนร่ำรวยสวยงามเฉพาะสมัย จึงพากันรักพากันห่วงจนไม่รู้จักเป็น รู้จักตาย สำคัญตนว่าจะไม่ตายและพากันประมาทจนลืมตัว เพลิดเพลินตักตวงเอาแต่สิ่งไม่เป็นท่าใส่ตนแทบหาบไม่ไหว

อย่าสำคัญว่าตนเอง เก่งกาจสามารถฉลาดรู้กว่าเขาเลย ถึงกับสร้างความมืดมิดปิดตาทับถมตัวเอง จนไม่มีวันสร่างซา เมื่อถึงเวลาจนตรอกอาจจนยิ่งกว่าสัตว์ ยังไม่เตรียม ขอให้ทราบไว้เสียแต่บัดนี้ ซึ่งอยู่ในฐานะอันควร


ทั้งตนและผู้อื่น



“รักษาไว้ทั้งตนทั้งผู้อื่น”
 ทุกคนในโลก...
 ต่างต้องถ้อยทีต้องพึ่งพาอาศัยกัน
 ในทางใดทางหนึ่งทั้งนั้น
 จึงควรปฏิบัติตนในทางที่จะชื่อว่า...
 “รักษาไว้ทั้งตนทั้งผู้อื่น”
 คือด้วยวิธีที่แต่ละคนตั้งใจปฏิบัติกรณียะ
 คือกิจของตน  ควรทำตามหน้าที่เป็นต้นให้ดี
 และด้วยความน้ำใจที่อดทน
 ไม่คิดเบียดเบียนใคร
 มีจิตเมตตา  มีเอ็นดู  อนุเคราะห์
 เมื่อตั้งใจปฏิบัติกรณียะ  กอปรด้วยมีน้ำใจดังกล่าว
 ก็ชื่อว่า...
 “รักษาทั้งตน ทั้งผู้อื่น” เป็นผู้รักษาไว้ได้ทั้งหมด

     พระคติธรรม  สมเด็จพระญาณสังวร
    สมเด็จพระสังฆราช  สกลมหาสังฆปริณายก