Follow by Email

วันศุกร์ที่ 4 ตุลาคม พ.ศ. 2556

คำสอนหลวงปู่มั่น


   "ของดีมีอยู่กับตัวเราทุกคน ก็พากันปฏิบัติเอา ทำเอา เมื่อเวลาตายแล้วจึงวุ่นวายหานิมนต์พระมากุสลามาติกา ไม่ใช่เกาถูกที่คัน ต้องรีบแก้เสียบัดนี้ คือเร่งทำความดีแต่บัดนี้ จะได้หายห่วง อะไร ๆ ที่เป็นสมบัติของโลก มิใช้สมบัติอันแท้จริงของเรา ตัวจริงไม่มีใครเหลียวแล สมบัติในโลกเราแสวงหามา หากทุจริตก็เป็นไฟเผา เผาตัวทำให้ฉิบหายได้จริง ๆ

ข้อนี้ขึ้นอยู่กับความฉลาดและความโง่เขลาของผู้แสวงหาแต่ละราย ท่านผู้พ้นทุกข์ไปด้วยความอุตส่าห์สร้างความดีใส่ตนจนกลายเป็นสรณะของพวกเรา ท่านไม่เคยมีสมบัติเงินทองเครื่องหวงแหน เป็นคนร่ำรวยสวยงามเฉพาะสมัย จึงพากันรักพากันห่วงจนไม่รู้จักเป็น รู้จักตาย สำคัญตนว่าจะไม่ตายและพากันประมาทจนลืมตัว เพลิดเพลินตักตวงเอาแต่สิ่งไม่เป็นท่าใส่ตนแทบหาบไม่ไหว

อย่าสำคัญว่าตนเอง เก่งกาจสามารถฉลาดรู้กว่าเขาเลย ถึงกับสร้างความมืดมิดปิดตาทับถมตัวเอง จนไม่มีวันสร่างซา เมื่อถึงเวลาจนตรอกอาจจนยิ่งกว่าสัตว์ ยังไม่เตรียม ขอให้ทราบไว้เสียแต่บัดนี้ ซึ่งอยู่ในฐานะอันควร


ทั้งตนและผู้อื่น



“รักษาไว้ทั้งตนทั้งผู้อื่น”
 ทุกคนในโลก...
 ต่างต้องถ้อยทีต้องพึ่งพาอาศัยกัน
 ในทางใดทางหนึ่งทั้งนั้น
 จึงควรปฏิบัติตนในทางที่จะชื่อว่า...
 “รักษาไว้ทั้งตนทั้งผู้อื่น”
 คือด้วยวิธีที่แต่ละคนตั้งใจปฏิบัติกรณียะ
 คือกิจของตน  ควรทำตามหน้าที่เป็นต้นให้ดี
 และด้วยความน้ำใจที่อดทน
 ไม่คิดเบียดเบียนใคร
 มีจิตเมตตา  มีเอ็นดู  อนุเคราะห์
 เมื่อตั้งใจปฏิบัติกรณียะ  กอปรด้วยมีน้ำใจดังกล่าว
 ก็ชื่อว่า...
 “รักษาทั้งตน ทั้งผู้อื่น” เป็นผู้รักษาไว้ได้ทั้งหมด

     พระคติธรรม  สมเด็จพระญาณสังวร
    สมเด็จพระสังฆราช  สกลมหาสังฆปริณายก

ธรรมะรักษาใจ





ความสุขอย่างยิ่งของเราทุกคน...อยู่ที่ใจดวงนี้




ใจเป็นสิ่งที่บังคับได้ด้วยการฝึก  สามารถฝึกให้อยู่ในอำนาจได้





ใจนั้นฝึกอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น





ฝึกให้เป็นใจที่ดี...ก็จะเป็นใจที่ดี





ฝึกให้เป็นที่ร้าย..ก็จะเป็นใจที่ร้าย





ฝึกให้เป็นใจที่สงบเย็น..ก็จะเป็นใจที่สงบ




ฝึกให้เป็นใจที่วุ่น..ก็จะเป็นใจที่วุ่น



ฝึกให้เป็นใจที่สว่างด้วยปัญญา...ก็จะเป็นใจที่สว่างด้วยปัญญา




ฝึกให้เป็นใจที่มืดด้วยไม่มีปัญญา...ก็จะเป็นใจที่มืดด้วยไม่มีปัญญา



“ใจฝึกได้  บังคับได้  ถ้าตั้งใจฝึกให้จริง”


ความสุขอย่างยิ่งของเราทุกคน  ไม่ได้อยู่ที่อะไรอื่นทั้งสิ้น


แต่อยู่ที่...


ใจดวงนี้...เท่านั้น  


พึงทำความเข้าใจให้ถูก  หนทางดำเนินไปสู่การ


...ทำใจให้เป็นสุขนั้น


พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้ชัดแจ้งหลายอย่าง 


สามารถเลือกให้เหมาะกับจริตนิสัยของตนได้.

เข้าใจเรื่องบุญ

.....คำว่า บุญ นี้ย่อมทราบกันดีแล้วว่า เป็นนามธรรม 
มีแต่ชื่อเท่านั้น มิได้มีรูปร่าง ต้นเหตุที่เกิดของบุญ เรียกว่า บุญญสมุทัย 
มีอยู่ ๓ ประการ คือ อโลภะ ความไม่โลภ ๑ 
อโทสะ ความไม่โกรธ ๑ 
อโมหะ ความไม่หลง ๑ 
       การทำบุญ จะทำอย่างไรก็ตาม ต้องทำโดยมีเจตนาความตั้งใจ เพื่อลดความโลภของตนให้น้อย เบาบางลงจนถึงหมดสิ้นก็ดี เพื่อลดความโกรธให้ลดน้อย เบาบางลงจนถึงหมดสิ้นก็ดี เพื่อลดความหลงงมงาย คือความรู้ไม่จริง รู้ผิด ๆ ถูก ๆ หรือไม่รู้เลยแล้วอบรมเพาะบ่มให้เกิดสติปัญญาความรอบรู้ อันเป็นคุณธรรม บรรเทาความหลง และให้เกิดวิชา ที่เป็นเหตุข้อปฏิบัติให้ถึงความสิ้นทุกข์ได้ในที่สุดก็ดี รวมเรียกว่า บุญญสมุทัย ต้นเหตุแห่งบุญ เปรียบดั่งรากเหง้า อันจะทำให้บุญเกิดขึ้น บุญกิริยาวัตถุ วิธีทำบุญ แยกออกอย่างย่อมี ๓ ประการ คือ ทานมัย บุญที่เกิดด้วยการบริจาคทาน การให้ ๑ สีลมัย บุญที่เกิดด้วยความประพฤติเรียบร้อยดีงาม ได้แก่ การรักษาศีล ๑ ภาวนามัย บุญที่เกิดด้วยเพาะบ่มอบรมจิตให้เกิดมี เกิดเป็นขึ้น คือ การบำเพ็ญเพียรเจริญภาวนา สวดมนต์ไหว้พระ ๑


พระธรรมเทศนา เรื่อง "ที่พึ่งชีวิต"พิมพ์
๑๘ เมษายน ๒๕๔๖
พระธรรมราชานุวัตร วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม แสดง ณ สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย วันธรรมสวนะที่ ๑ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๓๙ ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๖

พระพุทธพจน์ด้วยอำนาจแห่งปิฎก

 [ปิฎก ๓]               
               พระพุทธพจน์ทั้งปวงเป็น ๓ อย่าง ด้วยอำนาจแห่งปิฎกอย่างไร? 
               ก็พระพุทธพจน์แม้ทั้งปวงมีอยู่ ๓ ประการเท่านั้น คือพระวินัยปิฎก พระสุตตันตปิฎก พระอภิธรรมปิฎก. 
               ใน ๓ ปิฎกนั้น พระพุทธพจน์นี้คือ ประมวลพระพุทธวจนะแม้ทั้งหมด ทั้งที่ร้อยกรองในปฐมสังคายนา ทั้งที่ร้อยกรองในภายหลัง เป็นปาฏิโมกข์ ๒ ฝ่าย วิภังค์ ๒ ขันธกะ ๒๒ บริวาร ๑๖ ชื่อวินัยปิฎก. 
               พระพุทธวจนะนี้คือ ทีฆนิกายเป็นที่รวบรวมพระสูตร ๓๔ สูตร มีพรหมชาลสูตรเป็นต้น 
               มัชฌิมนิกายเป็นที่รวบรวมพระสูตร ๑๕๒ สูตร มีมูลปริยายสูตรเป็นต้น 
               สังยุตตนิกายเป็นที่รวบรวมพระสูตร ๗,๗๖๒ สูตร มีโอฆตรณสูตรเป็นต้น 
               อังคุตตรนิกายเป็นที่รวบรวมพระสูตร ๙,๕๕๗ สูตร มีจิตตปริยาทานสูตรเป็นต้น 
               ขุททกนิกาย ๑๕ ประเภทด้วยอำนาจแห่งขุททกปาฐะ ธรรมบท อุทาน อิติวุตตกะ สุตตนิบาต วิมานวัตถุ เปตวัตถุ เถรคาถา เถรีคาถา ชาดก นิทเทส ปฏิสัมภิทา อปทาน พุทธวงศ์ จริยาปิฎก ชื่อสุตตันตปิฎก. 
               พระพุทธเจ้านี้คือธัมมสังคิณี วิภังค์ ธาตุกถา ปุคคลบัญญัติ กถาวัตถุ ยมก ปัฏฐาน ชื่ออภิธรรมปิฎก.

จำแนกพระพุทธพจน์



  [พระพุทธพจน์มีอย่างเดียว]               

               พระพุทธพจน์ ชื่อว่ามีอย่างเดียว ด้วยอำนาจรสอย่างไร? 
               คือ ตามความเป็นจริง พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณจนถึงปรินิพพานด้วยอนุปาทิเสสนิพพานธาตุ ในระหว่างนี้ทรงพร่ำสอนเทวดา มนุษย์ นาค และยักษ์ หรือทรงพิจารณาตลอดเวลา ๔๕ ปี ได้ตรัสพระพุทธพจน์ใดไว้ พระพุทธพจน์นั้นทั้งหมดมีรสอย่างเดียว คือมีวิมุตติเป็นรสเท่านั้น. 
               พระพุทธพจน์ ชื่อว่ามีอย่างเดียว ด้วยอำนาจรส ด้วยประการฉะนี้.


 [พระพุทธพจน์มี ๒ อย่าง]               
               พระพุทธพจน์ชื่อว่ามี ๒ อย่าง ด้วยอำนาจธรรมและวินัยอย่างไร? 
               คือ อันพระพุทธพจน์ทั้งหมดนี้นั่นแล ย่อมถึงการนับว่า พระธรรมและวินัย. บรรดาธรรมและวินัยนั้น วินัยปิฎก ชื่อว่าวินัย. พระพุทธพจน์ที่เหลือชื่อว่าธรรม. เพราะเหตุนั้นนั่นแล พระมหากัสสปได้กล่าวไว้แล้วว่า ผู้มีอายุ! อย่ากระนั้นเลย พวกเราพึงสังคายนาธรรมและวินัย และว่า เราพึงถามพระวินัยกะท่านอุบาลี พึงถามพระธรรมกะท่านอานนท์ ดังนี้. 
               พระพุทธพจน์ ชื่อว่ามี ๒ อย่าง ด้วยอำนาจธรรมและวินัย ด้วยประการฉะนี้.

               พระพุทธพจน์มี ๓ อย่าง ด้วยอำนาจปฐมะ มัชฌิมะและปัจฉิมะ อย่างไร? 
               คืออันที่จริง พระพุทธพจน์นี้ทั้งหมดนั่นแล แบ่งประเภทเป็น ๓ คือ ปฐมพุทธพจน์ มัชฌิมพุทธพจน์ (และ) ปัจฉิมพุทธพจน์. 
               บรรดาพระพุทธพจน์ ๓ อย่างนั้น พระพุทธพจน์ว่า
เราแสวงหาอยู่ซึ่งนายช่างผู้ทำเรือน
เมื่อไม่พบ ได้ท่องเที่ยวไปสู่สงสาร 
มีความเกิดเป็นอเนก ความเกิดเป็นทุกข์ร่ำไป
แน่ะนายช่างผู้ทำเรือน! เราพบเจ้าแล้ว
เจ้าจักสร้างเรือน (คืออัตภาพของเรา) ไม่ได้อีกต่อไป 
ซี่โครงทั้งหมดของเจ้าเราหักเสียแล้ว  ยอดเรือน (คืออวิชชา) เรารื้อเสียแล้ว 
จิตของเราได้ถึงพระนิพพานมีสังขารไปปราศแล้ว
เราได้บรรลุความสิ้นไปแห่งตัณหาทั้งหลายแล้ว ดังนี้๑- 
               นี้ชื่อว่าปฐมพุทธพจน์. 

พระพุทธเจ้ารังเกียจอะไร?

ท่านพระโคดมช่างรังเกียจ.
             " มีอยู่จริงๆ พราหมณ์ 
เหตุที่เขากล่าวหาเราว่า พระสมณะโคดมช่างรังเกียจ ดังนี้
ชื่อว่ากล่าวถูก 
เพราะเรารังเกียจกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต 
เรารังเกียจความถึงพร้อมแห่ง...
สภาพที่เป็นบาปอกุศลหลายอย่าง."
พระวินัยปิฎก
เล่ม ๑
มหาวิภังค์ ปฐมภาค
ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น.
เวรัญชกัณฑ์
เรื่องเวรัญชพราหมณ์